หวัดดีไดฯ

ขอไม่จัดกลาง เพราะมันทำให้หน้าบล็อกง่อย...

หมู่นี้มีเรื่องร้อนๆ น่าติดตามเกิดขึ้นที่วังบาดาล ซึ่งถ้าใครติดตามพันทิบ บล็อกยัยแมวดำ และ 彩雲物語 ก็คงทราบว่ามันเป็นเรื่องอะไร แต่ถ้าไม่ทราบ ขอเล่าย่อๆ ว่า เกิดการทำลายล้างผลงานโดยเจ้าแม่ตบจูบชนิดที่แฟนเรื่องนี้ (คนที่โพสในพันทิบ) ทนไม่ได้ ถึงขั้นจับเวอร์ชั่นจีน (เพราะเธอเรียนจีนมาชนิดช่ำชอง และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อิงกับจีนๆ ด้วย) มาเทียบกับเวอร์ชั่นไทย (ของเจ้าแม่ตบจูบ)

ผลเหรอครับ... เจ้าแม่แตกสิครับ จะอะไรซะอีก แปลผิดขนาดนั้น (ขนาดไหน ไม่บอก แต่ถึงขั้นนี้ คงพอเดาได้ไม่ยากเย็น)

หลังจากนั้นคุณพี่ท่านนี้ก็ยื่นคำร้องขอแปลเรื่องนี้ทั้งหมด ซึ่งเธอจะแปลจากภาษาจีน แต่จะให้เพื่อนที่เรียนญี่ปุ่นเช็คทวนกับภาษาญี่ปุ่นให้ ผลว่าอย่างไร หมายังไม่ทราบ แต่ได้ยินแว่วๆ จากยัยแมวดำมาว่า พี่เขาขอถอนตัวแล้ว เพราะอะไร อันนี้ยังไม่ทราบ (และคาดว่ามันคงหายไปพร้อมกับหมอกยามเช้าบนเทือกเขาภูพาน... เฮ้อ)

ส่วนงาน (ประจำ) ของหมาก็มีเรื่องราวให้ตลกๆ กับการแปล (เช่นเคย) ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าน่ารักที่สั่งภาษาจีน แต่บอกไม่ได้ว่าจีนดั้งเดิมสำหรับอะไร (สำหรับคนที่ไม่ทราบ จีนภาษาเขียนหลักมี 3 locale คือจีนประยุกต์สำหรับจีนแผ่นดินใหญ่ จีนดั้งเดิมสำหรับฮ่องกง และจีนดั้งเดิมสำหรับไต้หวันครับ) ช่วงนี้เจอบ่อยซะด้วยสิ...

เดี๋ยวก็มีลูกค้าที่ใส่โค้ดภาษาผิด จาก SV (สวีดิช) เป็น SW (สวาฮีลี) ซะงั้น (เล่นเอาแผนกหาคนทำงานแปลฝันร้ายไปสามชั่วโมงกว่า)

ล่าสุด เมื่อวานนี้เอง หมาโดนงาน Translation review ภาษาญี่ปุ่น (จริงๆ มันเป็นงานในขั้นเสนอราคา) แต่เนื่องจากหมาดันไปเจออะไรแปลกๆ ในงานที่ลูกค้าแปลมาแล้ว เช่น

  • Source กับคำแปลไม่ตรงกัน (ว่าง่ายๆ ก็แปลผิดน่ะแหละ)
  • แปลขาด, แปลเกิน
  • ใช้คำที่แปลกๆ เช่น คำว่า "ศรีนครินทร์" (ที่เป็นชื่อถนน) เขาถอดเป็นคาตากานะว่า スリナカリン ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็น シーナカリン เพราะเมื่อเทียบตามเสียงแล้ว "ชีนาการิน" ยังใกล้มากกว่า "สุรินาการิน" นะครับ (ทำให้นึกถึงสมัยเรียนการแปลที่เสริมมิตร เพราะทั้งห้อง ๑๗ คนยกเว้นหมาคนเดียว เขียน "รังสิต" ว่า ランスィット ส่วนหมาเขียน ランシット ธรรมดาๆ เนี่ยแหละ ผลก็คือ หมาเขียนถูกคนเดียวในห้อง ส่วนที่เหลือก็บ่นแหลก ประมาณว่า ทำไมไม่เขียนแบบนั้น ทั้งๆ ที่มันถูก แต่พออาจารย์ถามว่า เอามาจากไหน กลับไม่มีใครตอบได้ ส่วนที่หมาเขียนถูกเนี่ยไม่ใช่เก่งอะไรหรอกครับ เจอพอดีน่ะ)
  • คำคำเดียวกัน เขียน ๓ ครั้ง ไม่เหมือนกันเลยสักครั้ง
  • แทรกบางอย่างลงในคำแปล เช่น ชื่อเก่า/ใหม่ของสถานที่นั้น หรือถนน
  • บางคำมีตัวคันจิใช้ แต่ไม่ใช้ (เกาลูน 九龍 แต่เสียงอ่านเดี๋ยวนี้กลายเป็น カオルン ไม่ใช่ きゅうりゅう หรือ クーロン แล้ว)

จากการเช็คงาน สิ่งที่หมารู้สึกคือ งานนี้ใช้คนแปลอย่างน้อย ๓ คน (จากคำที่เขียนไม่เหมือนกัน) หนึ่งในนั้นค้นคว้างานเยอะมาก (น่าจะเป็นคนที่ใส่ชื่อเก่าลงไป) ส่วนอีกสองเอาจากที่มีคนแปลมาแล้ว คนนึงแย่ขนาดเอาของที่ผิดมาใช้โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ (คือชื่อโรงแรมมันเป็น กกก โฮเตล แอนด์ สปา แต่แปลออกมากลายเป็น กกง โฮเตล แอนด์ สปา)
(ปล. ไม่ได้อหังการ์ขนาดจับผิดคนแปลซึ่งอาจเป็นญี่ปุ่นหรอกครับ แต่มันเห็นชัดๆ แบบนี้ก็คงว่ากันไม่ได้ จริงมั้ย)
(ปล. ๒ ญี่ปุ่นแท้ๆ อาจไม่จำเป็นต้องเก่งภาษาญี่ปุ่นเสมอไปหรอกครับ...)

หมาก็เลยนั่งเช็ค+คอมเมนต์งานให้หัวหน้าไป หลังจากนั้นก็เรียงลำดับความผิดเก็บไว้เป็น Record

สำหรับการแปลแบบ Translation (คือแปลตรงๆ แบบที่หุบเขาเสียงสะท้อน) ความผิดที่ร้ายแรงมากอีกประการ (ไม่นับแปลผิดนะครับ อันนั้นมันแรงทุกแปลอยู่แล้ว) คือ Lack of consistency หรือขาดความคงที่ในการใช้คำ ซึ่งงานนี้ก็เห็นแล้ว ๓ ที่ รองลงไปก็แปลขาด/เกิน ใช้คำแปลก ส่วน ๒ ข้อสุดท้ายไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ เพราะมันขึ้นกับสไตล์และความนิยมครับ (เรื่องเกาลูน ปัจจุบันจะเจอ カオルン คือเขียนด้วยเสียงอ่านแบบจีน ไม่ใช้คันจิ เพราะถ้าเขียนคันจิ คนญี่ปุ่นจะคิดว่าเป็นคันจิ และอ่านแบบญี่ปุ่นทันที กรณีที่ไม่มีคำอ่านบอกไว้)

พอเสร็จเรียบร้อย หัวหน้าบอกว่า เนี่ยรู้มั้ย คุณเพิ่งหาเงินให้บริษัทได้ (แล้วมันจะมาเป็นรายได้ผมมั่งมั้ยอ่ะครับ?) ซึ่งก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยๆ ก็ทำให้รู้ว่า ภาษาเรายังไม่แย่เกินไป...

กลับมาที่เรื่องงานแปลอีกที ถ้าเป็นการแปลแบบ Copywriting หรือการแปลวรรณคดี สิ่งที่ผิดร้ายแรงสุด คือการแปลผิด (แน่นอน) รองลงไปก็คงเป็น เนื้อหาไม่ครบถ้วน ข้อความที่ผู้แต่งต้องการสื่อหายไป (เห็นได้ชัดในนิยายสืบสวน) ส่วนเรื่องสำนวนนั้นเป็นเรื่องของรสนิยมครับ ไม่มีใครผิดหรือถูก ๑๐๐% มีแต่ชอบหรือไม่ชอบ เหมาะกับเรื่องหรือไม่เหมาะ เท่านั้นเอง

ตัวอย่าง (นรก) เช่นสมมติว่า ให้ น.นพรัตน์แปลเรื่อง "ก๊อดฟาเธอร์" หรือคุณจีรนันท์ พิตรปรีชาแปลเรื่องคาวบอย ผลที่ได้คงไม่แคล้วเป็นดอน คอร์เลโอเน่ยิงตะปูฝนพรมสาลี่ หรือคาวบอยคุยกันเป็นโคลงฉันท์กาพย์กลอน อะไรทำนองนั้น ซึ่งถามว่ามันไพเราะมั้ย? มันเพราะครับ เพราะมาก แต่มันไม่ค่อยเข้ากับเรื่องสักเท่าไหร่
(ขออภัยทั้งสองท่านที่ถูกหมาหยิบชื่อมาเป็นตัวอย่างโดยพลการครับ)

ก็เหมือนกัน...

ตัวอย่างข้างต้นนั้นเป็นเรื่องที่ตีความได้ง่าย เพราะผู้ประพันธ์เขียนเรื่องที่เกิดในประเทศของตน แต่ถ้าเป็นผลงานที่ Cross Culture ล่ะ?

เป็นยังไง?

ก็อย่างเช่นเรื่อง "สิทธารถะ" ของ...(จำไม่ได้ครับ ไม่แน่ใจว่าเป็นเฮอร์มาน เฮสเสหรือเปล่า) หรือเรื่องกามนิต-วาสิฏฐี สองเรื่องนี้เขียนโดยนักเขียนชาวเยอรมัน (คนละคนกันนะครับ คนละยุคด้วย) แต่เขียนเป็นเรื่องอินเดีย...

ถ้าวัดโดยปัญญาของท่านเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป และคุณสีมน (ผู้แปลเรื่อง "สิทธารถะ") เมื่อโทนเรื่องมันไปทางอินเดีย ก็ต้องถอดให้มันเป็นอินเดียที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอะไร อุปมาเหมื่อนเจอเรือกลไฟแบบที่เค้าใช้ล่องแม่น้ำไรน์ในแม่น้ำยมุนา หรือเจอคนทำพิธีสตีที่ลานกว้างหน้าปราสาทไฮเดลแบร์ก เป็นต้น (มันผิดฝาผิดตัวกันไปหมด ประมาณนั้น)

เอ้า เอาอีกตัวอย่างก็แล้วกัน ในนิยายจีนบางเรื่องของโก้วเล้ง มีตัวละครประกอบบางตัวเป็นคนญี่ปุ่น ซึ่งคุณ น.นพรัตน์ก็ได้ถอดเสียงชื่อออกมาเป็นจีน วงเล็บญี่ปุ่น หลังจากนั้นก็ใช้ชื่อญี่ปุ่นโดยตลอด เพราะถือว่าตัวละครนั้นๆ เป็นคนญี่ปุ่น ไม่ใช่จีน

ฉะนั้น เมื่อเราได้คำตอบแล้วว่า เรื่องที่เขียนนั้น เขียนเป็นเรื่องของประเทศใด ก็ควรถอดความตามหลักของประเทศนั้นแล้ว...

...ก็คงหมดคำถามเรื่องเมฆาสารพัดสีแล้วใช่มั้ยครับ ว่าควรจะแปลมันแบบญี่ปุ่นหรือจีนดี?...

ซื้อ EEE PC มาใช้แล้วล่ะ ลงวินโดส์ ใช้งานดีทีเดียว ไม่แพงด้วยนะ (แต่ต้องทำใจเรื่องไม่มี Optical Drive กับฮาร์ดดิสแค่ ๔ กิ๊กหน่อย ส่วนที่เหลือโอเคทีเดียวครับ) พรุ่งนี้ต้องลงวินโดส์ใหม่ เพราะที่ร้านลงมามันไม่สมบูรณ์ ฮ่วย (ดีนะงานไม่เสีย) ที่ซื้อมาก็เพราะ ต้องการทำงานแปลให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่านี้ เมื่อเกี่ยงว่า น้องดนย์ใหญ่เกินพก ก็หาอะไรที่เล็กกว่าน้องดนย์มาใช้ ดูซิคราวนี้จะมีข้ออ้างอะไรอีก (ออกแนวสนองตัณหานะเนี่ย)

ซึ่งก็โอเคทีเดียว ทำงานได้มากขึ้น เพราะยัดลงกระเป๋ายิมได้ด้วย พอเปิดเจอปุ๊บ เล่นยิมเสร็จก็ไปทำงานต่อได้ด้วย ดีเหมือนกัน

เจอเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อ ๒ วันก่อนคุยญี่ปุ่นน้ำไหลไฟดับ... กับฝรั่ง (ซะงั้น) จนพอพูดอังกฤษกับเค้าเพราะนึกญี่ปุ่นไม่ออกน่ะแหละ พี่แกถึงได้ถามว่า
"คุณไม่ใช่คนญี่ปุ่นเหรอ?" หมาส่ายหน้า ตอบว่าเป็นคนไทย แต่พี่แกยังถามต่อ
"เรียนญี่ปุ่นมาเหรอ" "กี่ปี" ก็ตอบไป "ที่ไหน อยู่เมืองอะไร" หมาบอก อยู่ที่เนี่ยแหละ นั่นแหละครับ เค้าก็ยกนิ้วโป้งให้ แล้วบอกว่า
"มหาลัยยูนี่ เจ๋งจริงๆ"
แก้มปริไปตามระเบียบสิครับ

東方不敗 เย่!!

เอวํ (ก่อนจะถูกหมั่นไส้มากกว่านี้)

หวัดดีไดฯ

ตามสัญญาที่ว่าจะเล่าเรื่องหนังสือที่อ่านจบไปให้ฟัง ขอเริ่มด้วย ๔ เล่มนี้ก็แล้วกันนะ

ข้อควรระวัง - หมาเขียนแบบอิงความรู้สึกตนเองเป็นที่ตั้งนะครับ ห้ามเอาไปอ้างอิงอะไรล่ะ เพราะมันไม่ค่อยอิงวิชาการอะไรเท่าไหร่หรอกครับ อ่านเอาเพลินๆ ก็แล้วกันนะ

จับอิดนึ้ง (ชายคนที่ ๑๑) เป็นผลงานของโก้วเล้ง ในคำนำผู้เขียนกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการทดลองเขียนนิยายจีนแนวใหม่ของโก้วเล้ง นั่นคือ เขียนในแนวทางเดียวกับการเขียนบทภาพยนตร์ ตัดส่วนประกอบ ส่วนขยายที่เยิ่นเย้อยืดยาดออก เหลือไว้แต่เพียงสาระและส่วนประกอบที่จำเป็นกับเนื้อเรื่องจริงๆ เท่านั้น

อีกสาเหตุที่โก้วเล้งเขียนเรื่องนี้เช่นนี้ก็เพราะว่า เรื่องจับอิดนึ้งนี้เป็นภาพยนตร์ก่อนที่จะเป็นนิยาย ฉะนั้นนิยายเรื่องนี้จึงเป็นเหมือนการนำเอาบทภาพยนตร์มาเติมฉากประกอบให้กลายเป็นนิยายนั่นเอง (ต่างกับเรื่องอื่นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วมักเป็นนิยายก่อนภาพยนตร์แทบทั้งสิ้น)

ที่จริงแล้ว "จับอิดนึ้ง" เป็นพฤติกรรมของจอมโจรนาม "เซียวจับอิดนึ้ง" (บุรุษที่สิบเอ็ดแซ่เซียว) จบลงที่การต่อสู้ของเขากับ "เทพสำราญ" ซึ่งจบแบบค้างคา หลังจากนั้นโก้วเล้งจึงได้ใส่จุดจบของเขาในภาคต่อคือ "ยอดขุนโจร" และก็ยังเรียกได้ว่า "จบแบบมีปม" อีกเช่นกัน

เรื่องราวโดยย่อของเรื่องนี้นั้นค่อนข้างซับซ้อน มีปมหลายปมที่ถูกผูกมัดเข้าหากันด้วยคำว่า "ศักดิ์ศรี" และ "คุณธรรม" (อันนี้เป็นเรื่องปกติของนิยายจีน) ปมที่ว่าก็เช่น-

เซียวจับอิดนึ้ง - เป็นคนที่ถูกปูพื้นมาว่า เติบโตในหุบเขา อยู่กับเหล่าสัตว์มาตั้งแต่เล็กๆ จึงกลายเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมราวหมาป่า แต่ในขณะเดียวกันก็ซื่อตรงเหมือนสัตว์ป่าเช่นกัน ฉะนั้น การกระทำของเขาในบางครั้งจึงออกไปในทางซื่อๆ ต่างกับพระเอกดังๆ ของโก้วเล้ง เช่น ลี้คิมฮวง แต่ออกไปในทางอาฮุยมากกว่า (แต่ไม่หลับหูหลับตาซื่อเหมือนอาฮุย เทียบแล้วคล้ายๆ อาฮุยหลังแยกจากเจ๊นางมารร้ายแล้ว)

ฮวงสี่เนี้ย - เธอเป็นนางเอก (คนที่ ๑) ขอสารภาพว่า หมาชอบเธอมากกว่าซิมเปี๊ยะกุนเสียอีก เพราะว่า เธอมีความเป็นมนุษย์ผู้หญิงที่มีเลือดเนื้อ มีวิญญาณ มีความรู้สึกมากกว่าซิมเปี๊ยะกุน ที่มีคาแรกเตอร์กระเดียดไปทาง "นางในอุดมคติ" มากกว่าที่จะเป็นคนจริงๆ ที่หมาจับใจเธอก็คือ ฝีมือเธอดี แต่ไม่ถึงขั้นดีเลิศลอย แต่เธอสามารถเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ ต่างกับซิมเปี๊ยะกุนที่อยู่ในจุดเริ่มต้นที่สูงกว่าฮวงสี่เนี้ยเยอะ (เป็นหลานสาวจอมยุทธ ฐานะดี) ได้ร่ำเรียนวิชาอาวุธลับที่ร้ายแรงมา แต่กลับเอาตัวรอดไม่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ (แต่หลังๆ เธอก็ดีขึ้นนะ)

ซิมเปี๊ยะกุน - นางเอก (คนที่ ๒) ของเรื่อง (ปล. หมาเรียงตามลำดับการปรากฏตัวนะ) เธอเป็นนางในอุดมคติของคนทั่วไป ที่ทั้งสวย เก่ง ฉลาด มารยาทดี มีทรัพย์มากมาย ฯลฯ แต่ต้องใสซื่อบริสุทธิ์ โดนหลอกได้ตลอดเวลา (รู้สึกขัดๆ กับช่วงแรกพิกล) ในภาคแรก เธอเป็นคนที่บอบบางมาก แต่ในภาคสอง เธอกลับสวิงคาแรกเตอร์ตัวเองกลับได้ เพราะการติดตามเซียวจับอิดนึ้ง คนที่อยู่ในใจเธอ

เลี่ยงเซี้ยเปียะ - สำหรับคนนี้หมาอ่านออกว่า เขาคงไม่ค่อย "ดี" อย่างที่แสดงให้ใครๆ เห็นตั้งแต่ช่วงกลางๆ เรื่อง (วิชาซ่อนกระบี่ในแขนเสื้อ) ลองอ่านดูนะครับ Foreshadow เรื่องนี้ไม่ค่อยยากเท่าไหร่เลย พอเห็นตรงนั้นแล้ว ก็เลยพาลสงสัยการกระทำของเขามาเรื่อยๆ แต่มาเดาพลาดอีตอนเล่มสุดท้ายนี่แหละ... (ถ้าไม่มีไอ้เจ้า... ล่ะก็นะ...)

ความสัมพันธ์ ระหว่างแต่ละคนในเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจน แต่ก็คลุมเครือ (เอ๊ะยังไง) คือ ออกแนวปากอย่างใจอย่างตลอด

เซียวจับอิดนึ้ง - รักซิมเปี๊ยะกุน แต่ไม่อาจครอบครอง เพราะนางมีคู่หมั้นแล้ว ขณะเดียวกันก็สงสารฮวงสี่เนี้ย แต่รักฮวงสี่เนี้ยไม่ได้ เพราะเพื่อนสนิทรักนางอยู่ (ส่วนเปียเปียไม่พูดถึง เพราะไม่ได้อยู่ในทำเนียบนางเอกครับ)

ฮวงสี่เนี้ย - รักเซียวจับอิดนึ้ง แต่ปากแข็งไม่ยอมรับ การกระทำของนางชี้ให้เห็นว่ารักเซียวจับอิดนึ้ง แต่ปากปฏิเสธตลอด (มาจูนกันติดก็ภาคสองนู่น)

ซิมเปี๊ยะกุน - รักเซียวจับอิดนึ้ง แต่ก็ได้แค่นั้น เพราะตนมีคู่หมั้นเสียแล้ว คู่หมั้นไม่เหมือนที่ตนต้องการ ก็ได้แต่อดทนไปวันๆ (น่าสงสารแฮะ)

เลี่ยงเซี้ยเปียะ - หน้าที่และคุณธรรมนำหน้า ชีวิตส่วนตัวตามหลัง หน้าตามาก่อน สุขสบายไม่ใส่ใจ (ออกแนวฮีโร่ในอุดมคตินะ)

ก็ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ข้างต้นนี่เองที่ทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นมา เริ่มจากการช่วยฮวงสี่เนี้ยชิงดาบฆ่ากวาง ถูกใส่ร้ายป้ายสี ได้พบนางในดวงใจ ได้รู้จักกับความรัก อกหัก จนตัดสินใจทำอะไรบ้าๆ เพื่อหนีให้พ้นความรักที่ผิดหวัง (ภาค ๒) ทิ้งชีวิตเดิมๆ ช่วยเหลือผู้มีพระคุณจนคนเข้าใจผิดไปทั่ว และในที่สุด ก็จบอย่างเป็นปริศนาอีกครั้ง...

ความรู้สึกของหมา

  • สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สั้น อ่านไม่ยากเท่าไหร่ แต่คนส่วนใหญ่อ่านแล้วอาจหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะจบไม่เคลียร์เลยสักภาค (ขณะที่เขียนได้ทราบว่า เรื่องนี้ถูกแก้ไขตอนจบไปหลังจากโก้วเล้งเรียบเรียงงานตัวเองใหม่ ซึ่งตอนจบแบบแรกนั้นเป็นแบบแฮปปี้เอนดิ้ง คือ เซียวจับอิดนึ้งได้ไปช่วยนางเอกทั้งสองคนออกมาจากเซียวจับยี่นึ้ง และรับทั้งสองเป็นภรรยา) แต่สำหรับหมา มันทำให้เรื่องกลายเป็นแบบปลายเปิด ซึ่งไม่รู้ว่าโก้วเล้งตั้งใจเขียนไว้แบบนี้เพื่ออะไร อาจจะเพื่อโยงตัวละครชุดนี้เข้ากับเรื่องอื่นๆ อีกก็เป็นได้ (แบบที่กิมย้งทำในเรื่องมังกรหยก ๒ ที่กลายเป็นปริศนาสุดขอบฟ้าว่า เอี้ยก้วยกับเซียวเหล่งนึ้งหายไปไหน จนกลายเป็นปริศนาแม่นางชุดเหลืองในมังกรหยก ๓ นั่นแหละ) เพราะตัวโก้วเล้งเองมักจะอ้างถึงคนๆ นึงในเรื่องของเขาเสมอ ในฐานะที่เป็นผู้กล้าหาญจริงๆ คนๆ นั้นก็คือ "ทิตงทั้ง" (เรื่องธวัชล้ำฟ้า... หมาจะเขียนถึงในอันดับต่อๆ ไป) ก็ไม่แน่ใจว่า โก้วเล้งตั้งใจจะใช้เซียวจับอิดนึ้งในแนวเดียวกับทิตงทั้งหรือไม่.... (อันนี้คงมีโก้วเล้งท่านเดียวที่ตอบได้)
  • สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านนิยายจีนแบบเยิ่นเย้อ เรื่องนี้สนองนีดคุณได้ แต่โปรดระวัง เพราะคุณอาจงงได้ เหมือนดูหนังจีนกำลังภายในน่ะแหละ โผล่มาปุ๊บ ซัดกันเปรี้ยงๆๆ ร่วง อะไรทำนองนั้น ถ้าอ่านไม่ดี คุณอาจรู้สึกว่า มันจะบ้ารึไงวะ เจอใครก็ฆ่าเค้าแหลก อะไรประมาณนั้น (เหตุผลมันมีครับ แต่มันมักมาทีหลังเสมอ)
  • รักพระเอกโก้วเล้งมากกว่าพระเอกกิมย้ง แต่ชอบนางเอกกิมย้งมากกว่าโก้วเล้ง เพราะอะไร? เพราะพระเอกโก้วเล้งนั้นจะเป็นคนที่มีปม มีเหตุผลในการกระทำค่อนข้างมากและฟังขึ้นกว่าคำว่า "คุณธรรม" อันเป็นเหตุผลหลักของพระเอกกิมย้ง ส่วนนางเอกกิมย้งนั้นเป็นคนมากกว่านางเอกโก้วเล้ง ฉลาด กล้าตัดสินใจ ไม่ยึดติดกับสิ่งลวงตา (เช่น เตียวเม้ง หรืออึ้งย้ง) แต่พอเอามารวมกันแล้ว คู่พระนางของทั้งสองนักเขียนก็สมดุลกันดีด้วยประการทั้งปวง กิมย้งนั้นพระเอกมุ่งมั่นแต่ไม่ค่อยรอบคอบ ก็ได้นางเอกที่มีสมองคอยเป็นคู่ ส่วนโก้วเล้งก็พระเอกเป็นช้างเท้าหน้า นางเอกเป็นช้างเท้าหลังที่เป็นที่รักยิ่งของพระเอก ก็ดูเป็นคู่ที่น่าอิจฉาอยู่เหมือนกันจริงมั้ยครับ? (แต่ดูแล้ว กิมย้งแอบ Femimist หน่อยๆ นะ)
  • (สปอยล์นิดๆ) ถ้าอ่านจนจบ จะรู้สึกว่า Univesal theme ของนิยายจีนก็คือ "การปล่อยวาง ไม่ยึดติดในสิ่งใดๆ" และ "คนเรามีเบื้องหน้าและเบื้องหลังเสมอ" นั่นเอง (Theme นี้จะเห็นได้ชัดมากในเรื่อง "กระบี่เย้ยยุทธจักร" ซึ่งหมายกเรื่องนี้ให้เป็นที่หนึ่งในใจ) ถ้าทุกคนปล่อยวาง ทุกอย่างก็จะจบ ถ้าทุกคนไม่มองสิ่งลวงตา ปัญหาก็ไม่เกิด (ง่ายมั้ย? ง่ายนะ แต่ทำยากเป็นบ้าเลย)

เจอกันคราวหน้าครับ ว่าจะเขียนเรื่องไทยๆ บ้างแล้ว (อ่านเสือดำจบแล้ว เจ็บใจมากที่... เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังครับ)

เอวํ

หนังสือ+เสม็ด

posted on 18 Apr 2008 09:41 by cosmoguy  in cosmoguy

หวัดดีไดฯ

Agenda ประจำวัน

เพิ่งกลับจากเสม็ด...
(อ่านต่อคอลัมน์บันเทิง)

สรุปผลงานหนังสือ
(อ่านต่อช่วง ๑)

รายงานผลค่า Damage ของคุณน้องกระเป๋าตังค์
- ประมาณ ๒๘๐๐ บาท

หนังสือที่ได้

  • จับอิดนึ้ง (๒ เล่ม)
  • ยอดขุนโจร (๒ เล่ม)
  • กระบี่เย้ยยุทธจักร (๔ เล่ม)
  • ธวัชล้ำฟ้า (๔ เล่ม)
  • กำแพงคนโง่
  • เสือดำ (ของ ป.อินทรปาลิต ๕ เล่ม)
  • คำคล้องจอง
  • สมบัติของผู้ดี
  • สรรพลี้หวน
  • ความฝันในหอแดง
  • รวมคำคะนอง
  • กามนิต-วาสิฏฐี

ส่วนใหญ่จะเป็นนิยายจีนนะ... อ่านจบไปเกือบหมดแล้วครับ แล้วจะมาวิพากษ์ให้ฟังภายหลัง
(ตอนนี้อ่านเรื่องเสือดำอยู่)

ข่าวบันเทิง

(อยากลองเขียนอะไรกึ่งๆ คอมลัมน์แบบเรื่อง Sex and the city มาตั้งนานแล้ว วันนี้ขอสนองตัณหาตัวเองหน่อยนะครับ ชอบไม่ชอบยังไงเม้นต์ได้ตามสะดวก)

ไปเสม็ด เสร็จทุกราย (จริง?)

เสร็จ? ทุกราย?

ด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่เป็นชื่อตอนมั้ง ที่ทำให้เพื่อนสาวหลายๆ คนของผมติดอกติดใจเกาะเสม็ดกันนักหนา แต่พอเอาเข้าจริง ก็ใช่ว่าจะได้กันทุกรอบหรอกนะ

วันนี้ผมก็เลยนัดเพื่อนทั้งหนุ่มทั้งสาวขาเที่ยวเสม็ดไปเม้าท์กัน แน่นอนครับ ร้านที่เราเลือกต้องบรรยากาศสบายๆ ให้พวกเรานั่งกันได้ชิวๆ มีเพลงฟัง มีหนุ่มๆ เป็นน้ำจิ้มประกอบการสนทนาด้วย (อันนี้ขาดไม่ได้) หลังการโทรนัดแบบล่าจิกหัว ผมก็ได้เพื่อนร่วมวงมา ๕ คน เมื่อนัดสถานที่และเวลาเรียบร้อยแล้ว

 

ก็แค่ครั้งคราวล่ะน่า

พี่โชติมาถึงเป็นคนแรกครับ ถึงก่อนผมซะอีก แต่กว่าผมจะเจอตัวพี่เขา ก็เมื่อวอดก้าไอซ์ที่ผมสั่งมากลั้วคอหมดไปแล้วเกือบครึ่งขวด เพราะพี่ท่านเล่นเดินร่อนไปเซย์ไฮกับคนรู้จัก (ค่อนร้าน) และแนะนำตัวกับคนที่ยังไม่รู้จัก (ที่เหลือในร้าน) พอหันมาเห็นผมมองตาเขียว พี่โชติถึงได้ทำหน้ากะเรี่ยกะราด หัวเราะแหะๆ เดินกลับมากอดคอผมเหมือนทุกครั้ง

"ระวังเหอะพี่ เดี๋ยวจะฟ้องตั๋น" ผมยกชื่อแฟนพี่ขึ้นมาขู่
พี่โชติร้องเพ้ย "อย่านะๆ พี่ไหว้เลย อย่าเล่นๆ" ผมหัวเราะ
"พี่ก็เงี้ยทุกทีอ่ะ เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวเจ้าชู้ซะทีฮะ?"
"อย่างพี่เรียกเจ้าชู้เหรอ?" ครับ ตอนนี้มือขวาพี่ที่วางบนไหล่ผมดึงตัวผมเข้าไปใกล้กว่าเดิม จนหัวผมซบบนไหล่พี่เขาแล้วครับท่าน
(เราสองคนเป็นพี่น้องกันนะครับ ตั๋นนับถือผมเป็นเจ๊ ฉะนั้นพี่โชติก็เป็นพี่เขยผม)
"แต่น้องหมาก็ยังเป็นน้องสาวสุดที่รักของพี่เหมือนเดิมนะคร้าบ" อ่า ครับ นี่แหละคำพูดติดปากพี่โชติ แล้วจะไม่ให้ผมว่าพี่เขาเจ้าชู้ได้ยังไง?
(อีกอย่าง ผมเป็นรุกครับ ผมเป็นรุก)

"ไปเสม็ดสำหรับพี่ก็เหมือนไปพักผ่อนน่ะนะ" พี่โชติเปิดประเด็น "เหมือนไปเที่ยวตากอากาศ ไปเธค เจอเพื่อนใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ อะไรเงี้ย"
"แต่ผมเห็นพี่หายไปทีละชั่วโมงประจำเลยอ่ะ หายไปไหนมาฮะ?" พี่โชติหัวเราะแหะๆ
"แหม พี่ก็ต้องไปทักทายคนรู้จักกันมั่งสิ บางทีก็คุยกันติดลมไปหน่อย" ผมยิ้ม
"ครับพี่ คุยกับถึงเนื้อต้องตัวมากเลยเนอะ"
"อ้าว ก็แหม จะให้ตะโกนคุยกันเหรอ นั่งกันชิดแค่เนี้ย"
"คือพี่ ที่ตั๋นเค้าคิดมากเนี่ย ไม่ใช่เสียงพี่ แต่เป็นท่านั่ง" ผมค้อน
"อ่ะ แหม" แล้วพี่แกก็แหะๆ อีกรอบ ยกขวดไฮเนเก้นขึ้นจิบแล้วคุยต่อ "เห็นพี่แบบเนี้ย พี่ก็ไม่ได้เรี่ยราดกับทุกคนนะครับ พี่เลือกคนเหมือนกันนะเอ้า อย่าง... อย่างคนนั้น" ผมมองตาม "ไม่ใช่ๆ ซ้ายมือครับ ที่ตัวเล็กๆ ผมตั้งๆ น่ะ" ผมแบะปาก ก็ผมไม่ชอบเด็กนี่นา "ถ้าให้พี่เอาเลยล่ะ ไม่ปฏิเสธหรอก" แล้วก็หัวเราะ "พี่ชอบเด็กๆ นะ น่ารักดี" ผมเหลือบตามองแบบฉุนๆ แฟนก็มีแล้ว แถมตั๋นหน้าตาดีกว่าเด็กคนนั้นตั้งเป็นกอง...
"อ้อ แต่อย่างน้องหมาพี่ก็ชอบนะ เมื่อไหร่จะให้โอกาสพี่ซะทีล่ะครับ?" มันเป็นแค่คำพูดติดปากครับ อย่าคิดมาก
"อย่าเลยฮะพี่ ผมถือศีลห้าข้อสามข้อเดียวฮะ" พี่โชติหัวเราะก๊าก เพราะรู้ดีว่าทำไม
"อย่าปิดโอกาสตัวเองมากนักสิครับน้องหมา เราไม่รู้หรอกว่าคนไหนจะเหมาะกับเราที่สุด จนกว่าจะได้ทดลองจริงมั้ย? ถ้าน้องหมายังตั้งการ์ดสูงแบบนี้อยู่ พี่กลัวน้องพี่จะโสดไปจนตาย"
"ขอบคุณฮะพี่ ช่วยได้มากเลย"

เสร็จได้... ถ้าไม่คาดหวัง

"ว่าไงเฮีย คิดจะเขมือบเจ๊หนูเหรอ" แล้วหน้าของใครคนนึงก็ยื่นเข้ามาตรงหน้าเราสองคน ป้องนั่นเอง
"หวัดดีป้อง" ผมทักทาย
"หวัดดีเจ๊" ป้องหอมแก้มผม ผมก็หอมแก้มเขากลับ นี่เป็นธรรมเนียมของเราครับ
"พี่จิมไม่มาเหรอหมวย?"
"ไม่มาหรอกเจ๊ ไปทำงานตอจอวอ." ผมพยักหน้า เพราะพี่จิมเป็นคนที่เดินทางไปทำงานบ่อยๆ อยู่แล้ว "กลับมาเมื่อไหร่จะต้องเคลียร์ซะทีแล้ว" ผมเลิกคิ้วอย่างสงสัย
"ก็พวกที่พี่เค้าไปอะไรด้วยน่ะสิเจ๊ หนูเบื่อ มันตามผัวหนู" เห็นป้องพูดแบบนี้อย่าคิดว่าสาวนะครับ จริงๆ แล้วออกจะแมนด้วยซ้ำไป เสียงที่พูดก็ไม่ได้ดัด แต่พูดด้วยเสียงจริงๆ ของเจ้าตัวเนี่ยล่ะครับ

เรื่องพี่จิม ผมก็ได้ยินป้องบ่นมาหลายครั้ง (อาจจะมากกว่าที่ตั๋นบ่นเรื่องพี่โชติก็ได้นะ) ว่าพี่เค้าค่อนข้างจะมีนิสัยรักสนุกมากไปนิด แล้วก็ใจกว้างมากไปหน่อยจนมีปัญหาบ่อยๆ แต่ข้อดีของพี่จิม (ถ้าจะคิดว่ามันดีล่ะก็นะครับ) ก็คือ พี่เขาไม่ถือถ้าป้องจะไปมีอะไรกับใครๆ บ้าง แต่ต้องป้องกันให้ดี และเงื่อนไขสำคัญ "อย่าให้รู้"
(มันก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอกมั้ง?)

"เจ๊ ไปเที่ยวรอบก่อนมันส์มากกกกกกกกกก" ป้องเล่า "ถ้าเจ๊ไปก็คงได้เหมือนกันแหละ" ผมหัวเราะ ก็บอกแล้วไงว่าผมไม่ได้คิดจะหาอะไรแบบนั้น
"ได้มากี่ไม้ล่ะจ๊ะน้องสาว" ป้องชูสองนิ้ว ผมแกล้งดีใจหอมแก้มน้องสาวตัวดีไปอีกครั้ง แต่ก็ต้องแปลกใจที่เขาไม่ได้ร่าเริงอะไรเหมือนทุกครั้ง "มีอะไรป่าวเนี่ย ถุงแตกเหรอ? หน้าตาเบื่อมากเลย"
"เปล่าเจ๊ แต่... แต่... มันยกขาทั้งสองคนเลยอ่ะ" แล้วป้องก็แกล้งร้องไห้ซบอกผมอีก ผมก็ต้องปลอบไปตามเรื่อง (ก็พี่สาวที่ดีนี่ครับ)
"พี่โชติ ตกลงพี่มีน้องชายสองคนฮะ" ผมพูดดังๆ ให้ป้องได้ยิน ได้ผล คราวนี้ป้องทำตาเขียวทุบอกผมไปสองสามที (เจ็บนะ)
"น้องสาวย่ะ หนูเป็นรับนะเจ๊"
"แต่กับแฟนเก่าป้องเป็นรุกนี่?" ผมถาม
"แค่เดือนแรกค่ะเจ๊ หลังจากนั้นมันกลายเป็นผัวหนูไปเลย ได้ไงก็ไม่รู้ หนูยังไม่หายงงเลยเนี่ย" ผมหัวเราะหนักขึ้น
พี่โชติรีบไกล่เกลี่ย "เอาน่าๆ แต่ดูยังไงๆ ก็ไม่ออกหรอก พี่ว่าเก่งแค่ไหนดูป้อง เค้าก็คิดว่าป้องเป็นโบ้ททั้งนั้นแหละ" ก็อย่างว่าล่ะครับ ป้องดูเหมือนเด็กผู้ชายธรรมดาๆ จะตายไป "รวมทั้งคนที่ป้องได้ที่เสม็ดด้วย" ป้องหน้าง้ำ
"ไม่ขำนะเฮีย นี่ดีนะว่าเค้าหาถุงไม่เจอ ไม่งั้นหนูต้องเป็นคนเสียบจริงๆ ด้วย" แล้วก็ทำหน้าขยะแขยง พี่โชติกับผมหัวเราะงอหาย

"ไปเสม็ดมันก็ดีนะเจ๊ สนุกดี ได้ไปพักผ่อน" ป้องหยุดกระดกวิสกี้ก้นแก้วเข้าปากแล้วใช้หลังมือเช็ด "แต่อย่าคาดหวังอะไรกับมันมากนัก เพราะส่วนใหญ่ที่ป้องได้ ก็ไม่ใช่คนที่ป้องอยากได้จริงๆ หรอกเจ๊ แต่จะสนทำไมกัน จริงมั้ย?" แล้วป้องก็เดินไปสั่งเครื่องดื่มเพิ่ม

รักไม่พอ ต้องเข้าใจด้วย

ป้องลากผมไปที่ฟลอร์ เราสองคนเต้นกันสักเดี๋ยว ผมก็รู้สึกว่ามีมือเข้ามากอดผมจากด้านหลัง แล้วหน้าของเจ้าของมือก็วางบนไหล่ผม
"หวัดดีครับพี่หมา" แล้วก็ยิ้มกริ่ม
"เคน มาได้ไง?"
"ผมมากับพี่ตองครับ" ชี้ไปที่โต๊ะผม พี่ตองแฟนของเคนนั่งคุยกับพี่โชติอยู่ที่นั่น "พอดีเจอพี่โชติ พี่เขาบอกว่าพี่กับป้องเต้นอยู่ ผมเลยมาหา" แล้วหันไปบอกป้องว่า "ขอยืมพี่หมาหน่อยนะครับ" ป้องพยักหน้ายิ้มๆ

คือจริงๆ แล้วผมกับเคนก็เจอกันที่เสม็ดน่ะล่ะครับ เราสองคนเต้นกันสนุกมาก พอตอนเธคเลิก เคนก็หันมาบอกผมว่า
"พี่ครับ พี่จะโกรธผมมั้ย" ผมเลิกคิ้ว เคนทำหน้าไม่สบายใจ "คือ... ผมมีแฟนแล้วครับพี่" ผมหัวเราะพรวด
"เฮ้ย บ้า พี่ไม่ได้คิดอะไรจริงๆ แค่เต้นเฉยๆ เคนไม่ต้องคิดมากหรอก"
"แต่..."
"เฮ้ยพี่ไม่โกรธจริงๆ พี่รู้แล้วด้วยว่าเราอ่ะมีแฟนแล้ว" เคนทำหน้างงๆ ผมชี้ไปข้างหน้า "พี่โชติบอกพี่ตั้งนานแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง พี่บอกพี่ตองแล้วด้วยว่าพี่ขอเต้นกับเคนได้มั้ย เค้าก็โอเค" แล้วผมก็ยิ้ม แล้วเคนก็ยิ้ม
"พี่รู้ไรมั้ย? ผมไม่เคยเต้นกับใครมันส์เท่าพี่มาก่อนเลย"
"จริงดิ?"
"ครับ เสียดาย..." แล้วเขาก็เงียบไป
"?"
...อย่าถามผมนะว่าหลังคำว่าเสียดายคืออะไร คำพูดตรงนั้นยังเป็นปริศนาดำมืดอยู่จนทุกวันนี้ครับ...

เพลงเริ่มช้าลง ผมมองไปทางพี่ตอง เผื่อว่าเขาจะอยากเต้นเพลงช้ากับเคน แต่พี่ตองก็ไม่มีทีท่าว่าจะลุกจากเก้าอี้ เคนถามขึ้น
"มองหาใครครับ?"
"อ๋อ ดูพี่ตองน่ะ เผื่อเขาจะอยากเต้นเพลงช้ากับเคน" เคนหัวเราะ
"พี่เขาไม่เต้นหรอกครับ ผมขอเค้ามาเต้นกับพี่หมาแล้ว"
"แล้วเค้าไม่ว่า?" เคนพยักหน้า
"ไม่ว่าครับ เพราะพี่ตองรู้ว่ายังไงผมก็เป็นของเขา แล้วผมกับพี่หมาก็เป็นพี่น้องกันด้วย" ผมยิ้ม เขายิ้ม แล้วเราก็เต้นกันต่อ แต่คราวนี้ผมถามเขาเรื่องเสม็ด

"ก็ไปพักผ่อนครับ เล่นน้ำ ผมชอบเล่นน้ำฮะ ชอบโดนแดด" น่าอิจฉาที่ผิวขาวแบบอาตี๋ของเขาไม่คล้ำลงสักเท่าไรเลย "พี่ตองก็ชอบเหมือนกัน นี่แหละฮะ ผมกับพี่ตองถึงชอบไปเสม็ด"
"ดีเนอะ" ผมอิจฉา
"ครับพี่ ผมจะไปเที่ยว ไปไหน พี่ตองก็ไม่เคยคิดมาก เพราะผมไม่เคยโกหกพี่ตอง ไม่เคยโกหกใครเรื่องพี่ตองด้วย พี่ตองก็เหมือนกัน ถ้าพี่ตองเลี่ยงไม่ได้ พี่เค้าก็โทรมาขออนุญาตผมก่อนทุกครั้งเลยฮะ" เคนหัวเราะ "แต่ส่วนใหญ่ พี่เค้าจะแกล้งบอกว่าเมา แล้วขอกลับบ้านก่อนทุกทีเลยล่ะ"

ยิ่งรักมาก ยิ่งต้องห่าง

ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แต่ก็โดนฉุด...

"หมา!" จอมนั่นเอง มากับพี่โอ้คแฟนเธอด้วย เอ๊ะ แต่ปกติพี่โอ้คไม่เที่ยวกลางคืนนี่นา
"พี่โอ้คหวัดดีฮะ ไปไงมาไงฮะวันนี้?" ผมทักทาย แล้วหันไปยิ้มให้จอม
"ก็ จอมไม่ค่อยสบาย แต่ก็จะมาให้ได้ ผมก็เลยต้องมาดู" พี่โอ้คพูดเรียบๆ เล่นเอาผมได้แต่ยิ้มแหยๆ ชี้ทางไปโต๊ะให้ แล้วก็วิ่งเข้าห้องน้ำไป

กลับมาอีกที พี่โอ้คนั่งจิบน้ำส้มอยู่ที่โต๊ะคนเดียว เห็นจอมเต้นกับป้องอยู่ในฟลอร์ มีพี่ตองกับเคนอยู่ข้างๆ ส่วนพี่โชติไร้ร่องรอย ผมนั่งลงตรงข้ามพี่โอ้ค

พี่โอ้คเป็นคนที่ผมไม่ค่อยสนิทด้วย เพราะไม่ค่อยได้ไป Hang out กัน อีกอย่างพี่เขาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่มาก (มากกว่าพี่โชติซึ่งแก่กว่าด้วยซ้ำ) ผมก็เลยอดเกรงๆ ไม่ได้ แต่คราวนี้ผิดคาด พี่โอ้คคุยกับผมก่อนครับ

"หมาครับ" ผมสะดุ้ง เพราะคิดอะไรเพลินๆ อยู่พอดี
"ครับ?"
"พี่จะขอบใจหมาที่ช่วยจอมเค้าซื้อคอมน่ะครับ" อ้อ
"อ๋อ ไม่เป็นไรหรอกครับพี่ นิดหน่อยเอง"
"พี่เกรงใจนะ คอมมีปัญหาทีไรจอมก็เรียกหมาทุกทีเลย นี่ขนาดจะซื้อคอมยังให้หมาไปช่วยแบกเลย พี่ก็เพิ่งรู้ตอนที่หมาช่วยจอมหอบกลับมาบ้านน่ะแหละ"
"ไม่เป็นไรหรอกครับพี่" ผมตอบได้แค่นั้นเอง แล้วเราก็เงียบ
"เอ่อ หมาครับ หมาไปเสม็ดกับจอมมาเมื่อต้นเดือนใช่มั้ย?"
"ไปครับ"
"แล้วจอมเค้าก็ให้หมาช่วยถ่ายรูปให้อีกใช่มั้ย?"
"ครับ..." ชักงงแฮะ ไม่รู้พี่โอ้คแกจะมาไม้ไหน
"ทีหลังไม่ต้องตามใจเค้ามากนะครับ แบบนี้ลำบากหมาแย่เลย พอดีไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว" ผมหัวเราะ
"แค่สักชั่วโมงเดียวเองครับพี่ ไม่นานอะไรเลยฮะ"
"เหรอครับ เพราะพี่เห็นถ่ายมาเยอะมากเลยนะ" ผมหัวเราะ พี่โอ้คไม่รู้หรอกว่าที่เห็นน่ะผ่านการเลือกสรรมาแล้วสองรอบ แต่จอมเป็นคนโพสท่าไว ส่วนผมก็ถ่ายแหลก ฉะนั้นเลยไม่เสียเวลานัก
"พี่โอ้คไม่ไปเที่ยวกับจอมมั่งล่ะครับ?" พี่โอ้คยิ้ม
"นานๆ ทีให้เขามีเวลาเป็นของตัวเองบ้างก็ดีนะ พี่เองบางทีก็อยากไปเที่ยวกับเพื่อนๆ พี่บ้างเหมือนกัน"
"?"
"หมารู้มั้ย ว่าคนเราต้องการช่องว่างของตัวเอง" พี่โอ้คอธิบาย "รักกันมากแค่ไหน ใกล้ชิดกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องการเวลาของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น อย่างพี่ เวลาส่วนตัวของพี่คือเวลาที่พี่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องเกรงใจจอมว่าพี่จะพูดจะทำอะไรแล้วจอมจะต้องลำบากใจ" ผมพยักหน้า
"พอเข้าใจฮะ" พี่โอ้คพูดต่อ
"พี่ก็เลยถือว่า เวลาที่จอมไปเที่ยวเป็นเวลาของจอม ที่จอมจะได้สนุกสนานบ้าง ปลดปล่อยความเครียดที่เค้าเครียดกับพี่บ้าง พี่ก็เลยไม่อยากตามไป อีกอย่าง พี่ไว้ใจเค้า พี่เชื่อว่าเค้าคงไม่ทำอะไรที่จะทำให้พี่เสียใจ" ผมยิ้ม ก่อนจะขอตัวพี่โอ้คลงฟลอร์อีกรอบ

พูดกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น

"คุยไรกะแฟนชั้นยะ?" จอมร้องถามเมื่อผมเข้าไปในวง
"พี่เค้าขอบคุณเรื่องไปช่วยแกซื้อคอมน่ะ" ผมตอบ ส่วนที่เหลือขอไว้เป็นส่วนตัวแล้วกัน
"อ๋อ อือ ชั้นล่ะเบื่อพี่โอ้คว่ะแก ปากหนักจะตาย จะพูดอะไรแต่ละทีต้องคิดซะน้านนาน" ผมว่าตรงนั้นเป็นเสน่ห์อย่างนึงของผู้ชายนะ...
"อ่ะ ผู้ชายเค้าไม่พูดอะไรพล่อยๆ หรอกแก" ผมแย้ง
"ไม่ช่ายย่ะ ไม่ใช่ไม่พูดพล่อยๆ แต่นี่ไม่พูดเลยต่างหาก ประมาณนั่งมอง ไม่พอใจก็นั่งเงียบๆ จะเอาไงก็ไม่พูด จะต้องให้ชั้นเดาใจไปถึงไหนก็ไม่รู้" ว่าแล้วก็ถอนใจ "แต่ดีตรงที่พี่เขาดีเนี่ยแหละ ไม่เคยนอกใจชั้นสักครั้ง แถมดูแลชั้นทุกอย่างเลย ถ้าชั้นไม่เถียง ไม่โวยวายเค้า ทุกอย่างมันก็เรียบร้อยดีอยู่หรอก"
"แล้วแกจะไปโวยวายเค้าทำไมล่ะ?" ผมงง
"ก็แหม แกอ่ะ..." แล้วก็ทำหน้าบูด ก็เพราะเธอเอาแต่ใจตัวเองไงล่ะจ๊ะ แต่ก็นานๆ ครั้งล่ะครับ ผมน่ะไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่พี่โอ้คที่ต้องอยู่กับจอมเนี่ย คงเจออะไรมากกว่าผมแหงๆ แต่สองคนนี้ก็อยู่กันมาได้ ๖ ปีแล้วนะครับ ต้องนับถือพี่โอ้คจริงๆ ที่พี่เค้าอดทนได้ขนาดนี้ แล้วก็ยังรักจอมได้เสมอต้นเสมอปลาย

หลังเธคปิด เรา ๗ คนแยกย้ายกันกลับบ้าน ป้องเดินมากอดผมเหมือนทุกครั้ง
"เจ๊ หนุ่มคนหลังหนูมองเจ๊อยู่ เข้าไปหาเลย"
"ไม่ดีกว่าหมวย ขอบใจจ้ะ"
"ดูหน่อยน่าเจ๊" แล้วก็หมุนตัว ทันทีที่เห็น ผมก็ต้องสะดุ้ง

ก็... เขาคือพี่ที่ผมแอบปิ๊งในยิมนี่ครับ แถมยังยิ้มให้เหมือนทุกครั้งที่เห็นผมอีกด้วยสิ
(หมายความว่า ผมมีหวัง ใช่มั้ยครับ?)

หมายเหตุหมา - มีความจริงอยู่ประมาณ ๗๐% ส่วน ๓๐% ที่เหลือคือชื่อตัวละคร สถานที่ พฤติกรรมปลีกย่อย และย่อหน้าสุดท้าย

เอวํ