หวัดดีไดฯ
 
อ่านมู้พันทิบวันนี้แล้วเดจาวูจริงๆ นึกถึงสมัยเด็กๆ มาก
 
มู้ที่ว่ามีอยู่ ๔ อัน อันแรกเป็นเรื่องของเด็กเพิ่งจบที่ทางบ้านอยากให้ทำราชการแต่ตัวเองไม่อยาก ก็เลยมาถามเรื่องข้อเสียของงานราชการ อันที่สองเกี่ยวกับคุณน้าที่จะลาออกจากงานที่มั่นคงและเงินดีมาเป็นครูราชภัฏ ซึ่งมาตั้งมู้ถามเพราะมีคนรู้จักที่เป็นศ.ในราชภัฏมาบอกว่า "งานนี้มันไม่มีอนาคต" ส่วนอีกสองมู้เป็นเรื่องของเด็กม.ปลายที่อยากเป็นครูแต่ที่บ้านไม่อยาก/ไม่ยอมให้เรียน ซึ่งเรียกว่าเป็นปัญหาที่ "แคลสสิค" อย่างแรงสำหรับเมืองไทยเลย
 
เรื่องสองมู้แรก หมาขอไม่ออกความเห็นก็แล้วกัน เนื่องจากไม่ได้อยู่ในวงการ ส่วนที่่ได้สัมผัสก็เลยน้อยนิดเกี่ยวกับราชการก็คือ ไปทำบัตรประชาชน คัดสำเนาทะเบียนบ้าน ประมาณนั้น ดังนั้นสิ่งที่ได้สัมผัสจึงน้อยเกินกว่าจะพูดถึงได้ ส่วนเรื่องราชภัฏ นอกจากเด็กที่นี่ทำไมความรู้แปลกๆ ทั้งๆ ที่วุฒิก็ป.ตรีเท่าเราแล้วก็ไม่มีอะไรอีก
 
สองมู้หลังนี่หมาคิดว่าเป็นเรื่องที่คนที่กำลังจะเอ็นท์คงเจอกันแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเข้าคณะไหนดี อยากเข้าอันนี้แต่คะแนนไม่ถึง อยากเรียนอันนั้นแต่ไม่อยากไปไกล พ่อแม่อยากให้เรียนอันนี้แต่ตัวเองไม่อยาก ฯลฯ ซึ่งตัวเองก็เป็นเหมือนกัน แหะๆ
 
ส่วนตัวคิดว่าโชคดีที่รู้ว่าชอบอะไรตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งก็ทำให้ตบตีกะที่บ้านตั้งแต่ยังเล็กๆ อีกนั่นแหละ เล่นเอาพ่อไม่คุยด้วยไป ๓ ปี กลับมาพูดอีกครั้งตอนจะเอ็นท์ว่า ให้เลือกนิติ ซึ่งก็เลือกนะ แต่เลือกนิติจุฬาไว้อันดับ ๔ ส่วน ๓ อันดับแรกเลือกศิลปศาสตร์-อักษร-มนุษย์เกลี้ยง เอาสิ ยังจะติดนิติได้อีกก็ให้มันรู้ไป (ร้ายแต่เด็ก หุหุ) สุดท้ายก็จบที่ม.ที่มีน้ำมะพร้าวฟรี มีแพลงตอนบูม มีลิงเป็นเพื่อนบ้านจนได้นั่นแหละ ส่วนพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร (แกคงไม่รู้ว่าหมาจัดลำดับการเลือกคณะได้เลวร้ายอย่างยิ่ง) แต่ก็บอกแค่ว่า ดีแล้วที่ติด จบข่าวอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง หุหุ
 
 
สำหรับน้องๆ ที่ยังมีปัญหา ขอแนะนำว่า ให้น้องหาตัวเองให้เจอก่อนว่าชอบอะไร จากนั้นก็ลุยไปตามทางนั้นเลยดีกว่า แต่ต้องศึกษาให้รอบด้านนะคับว่างานที่เรามองๆ ไว้ว่าใช่เนี่ยมันมีข้อเสียอะไรบ้าง ถ้ารับได้ก็ลุยเลย ไม่ต้องสนใจเสียงญาติห่างๆๆๆๆๆ อาม่า อาอึ้มข้างบ้าน อาจารย์ แม่เพื่อน พี่สะใภ้น้องเมียคุณป้าที่เป็นหลานของคุณยายทวด หรืออะไรพรรค์นั้นเลยถ้ามันไม่สร้างสรรค์ (ประเภทถ้าไม่เรียนหมอชั้นจะตัดแกจากกองมรดก คุณหลานคะคุณหลานออกจะเก่งทำไมไปเรียนอะไรต่ำๆ อย่างนั้นล่ะคะ หรือลูกสาวบ้านนั้นเกรดต่ำกว่าแกเค้ายังเรียนได้เลย ชิส์ ฯลฯ) อิ๊กนอร์โลด พวกนั้นอยู่ได้อีกไม่กี่ปีหรอกคับ อีกอย่างต่อให้อยู่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว น้องจะรวยหรือจนเค้าก็ไม่สนอยู่ดีน่ะแหละ (แต่อาจเอาไปเม้าท์) หรือถ้าชีวิตรุ่งก็อาจมีการมาขอความช่วยเหลือบ้าง (เช่น กลายเป็นนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ ดาราที่มีคนมาขอลายเซ็นประจำ แกอาจเนียนๆ เอาแผงมาตั้งขายน้ำ ขายเครปหน้าบ้าน คราวนี้ก็จัดการโขกค่าที่ให้เลือดสาดกันไปเลยนะคับ อิอิ)
 
 
จากการอ่านมู้สองอันหลังก็ได้อะไรขำๆ มาอย่างนึง คนนึงบอกว่า-
 
มีลูก ๕ คน...
 
คนที่หัวดีเมพ ให้มันเป็นหมอ
คนที่หัวดีเฉยๆ ให้มันเป็นวิศวะ
คนที่หัวปานกลาง ให้มันเป็นทหาร ยังไงมันก็ไปตามลำดับอยู่แล้ว
คนที่เกือบโง่ ให้มันเป็นครู!
คนที่โง่ ให้มันไปบวชซะ ถวายวัดไปเลย!!
 
มิน่าทำไมเด็กสมัยนี้มันถึงได้โง่ และพระสมัยนี้ถึงได้...ซะเหลือเกิน (หายสงสัยเรื่องกรุ๊ปในทวิตเตอร์แล้ว)
 
 
เอวํ
หวัดดีไดฯ
 
วันก่อนไปงานบวชยี่เฮียที่วัดแถวๆ บางลำพูมา ขออนุโมทนาบุญให้เฮียสำเร็จผลตามที่หวังไว้ทุกประการ
 
บอกก่อนนิดนึง วันก่อนหน้านั้นไม่สบาย ไข้ขึ้นเกือบ ๔๐ คืนวันถัดมาก็ท้องเดินแบบทั้งคืนจนต้องนอนในห้องน้ำ (นึกภาพเด็กถูกขังในห้องน้ำจิ แบบนั้นเลยแหละ) ค่อยดีขึ้นตอนประมาณตี ๔ กลับมานอนห้องได้ชั่วโมงกว่าๆ ก็โดนปลุกไปอาบน้ำแต่งตัวแล้ว (จริงๆ แม่ไม่อยากให้ไป แต่ดื้อไปเองเพราะรับปากเค้าไปแล้ว เห้อ) ดังนั้นคาดหวังได้เลยว่าที่จะด่าต่อไปนี้จะเต็มไปด้วยอคติ มิจฉาทิฐิ ไบแอส และอื่นๆ ที่โคตรไม่เป็นธรรมกับคนที่ถูกด่าเพราะมีอารมณ์ปะปนด้วยเกือบๆ ๑๐๐% อยากอ่านต่อก็ลากลงไปโลดคับ
 
 
ที่งานก็เป็นธรรมดาที่ต้องเจอช่างภาพ แล้วก็ไม่ใช่แค่คนหรือสองคน แต่เป็น ๙ คน! เพราะวันนั้นบวชพร้อมกัน ๔ รูป ก็เลยมีช่างภาพของแต่ละคน ๔ คน ช่างภาพของออแกไนเซอร์ ๑ คน ญาติผมอีก ๒ ใครอีกคน และอีกคนเป็นฝรั่งซึ่งเป็นเพื่อนกับ ๑ ในงาน ดังนั้นลองคิดดูก็แล้วกันคับว่างานที่มี ๔ เจ้าภาพ แขกประมาณ ๗๐ คน และช่างภาพอีก ๙ ในพื้นที่แคบๆ ประมาณ ๕๐ ตร.ม. มันจะยุ่งเหยิงแค่ไหน
 
เริ่มกันตั้งแต่ตอนถวายธูปเทียนแพและตั้งฉายา ซึ่งจัดในห้อง และควรเป็นพิธีที่มีแค่อุปัชฌาจารย์ นาค และพ่อแม่อยู่เท่านั้น แต่ช่างภาพก็แห่กันเข้าไป แถมวิ่งถ่ายกันซะพิธีแทบแตก (มีคนนึงเกือบเตะพานด้วยซ้ำ อีกคนก็แหย่งวงข้ามหัวพ่อแม่ของนาคท่านหนึ่งอีก)
 
ตอนตัดผม ก็สั่งคนที่มาตัดให้หันด้านนู้น หันด้านนี้ มองกล้อง ยิ้ม สรุป กว่าจะตัดเสร็จเสียไปเกือบชั่วโมง แถมยังเรียกคนมาถ่ายรูป ถ่ายแล้ว ถ่ายอีก เปลี่ยนมุม เปลี่ยนท่า โฮ้ย งานบวชนะคุณไม่ใช่งานแต่งหรือปาย/ปางอุ๋งคอลเล็คชั่น ดีที่ไม่สั่งให้นาคและเพื่อนๆ ถ่ายตอนกระโดด!!!! ออแกไนซ์ก็มาเตือนว่า ได้เวลาแล้วๆๆ อีตาช่างภาพก็ถ่ายอยู่นั่นแหละ แถมกันไม่ให้นาคไปโกนหัวอีก ว้อย อยากโดดถีบยอดหน้ามันจริงๆ
 
ตอนโกนหัว เนื่องจากมี ๔ คน แต่มีพระอาจารย์ ๒ คน ก็เลยต้องผลัดกัน รอบที่เฮียของหมาโกนพร้อมกับนาคอีกท่าน ช่างภาพของนาคท่านนั้นก็ เอ่อ เรียกว่า "ไม่มีมารยาท" เลยก็ได้มั้ง เพราะพี่แกเล่นโดดเข้าไปถ่ายรูปกลางวงที่พระท่านกำลังโกน แล้วก็มองแต่ลูกค้าตัวเองโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าพระอาจารย์ที่โกนผมเฮียของหมาหลบแขน หลบกระเป๋า หลบตัวเขาจนจะเป็นนีโอในเรื่องแมทริกซ์อยู่แล้ว สุดท้ายพระอาจารย์คงหมดอุเบกขาถึงกับต้องออกปากไล่ แต่ตานี่ (อยากเรียกให้หยาบกว่านี้ แต่ไม่มีอารมณ์ เพราะรู้ว่าหยาบไปเค้าก็คงไม่รู้สึกรู้สาอะไรอยู่ดี) ก็แค่ตีหน้าเหม็นเบื่อ แล้วก็มายืนบังคนที่อยู่หน้าสุด ถ่ายรูปต่อไปอย่างไม่แคร์สื่อใดๆ (หนาได้อีกนะ หน้าน่ะ) พอโกนเสร็จก็จะให้นาคไปล้างตัวที่ด้านหลัง อีตานี่ก็จะตามไปอีก แต่พระอาจารย์ยืนขวางทาง เค้าก็เลยเดินวนไปวนมาอยู่แถวๆ นั้น (ซึ่งพระอาจารย์ที่ขวางนั้นก็คือท่านที่โกนผมให้เฮียของหมาอยู่นั่นแหละ) ซึ่งก็ทำให้คนที่อยู่แถวๆ นั้นหงุดหงิดอิดหนาระอาใจอย่างแรง เพราะเป้ กล้อง ๒ ตัว แถมกระบอกเลนส์รอบเอวพี่แกเกะกะมาก แถมจะเดินยังไม่รู้จักขอโทษ ขอทางใดๆ อยากเดินก็เดิน ซึ่งหมาหงุดหงิดมาก อยากจะเอาน้ำเทใส่กระบอกเลนส์มันชิบเป๋ง (แต่พ่อไม่เผลอเล้ย มึงรอดตัวไปแสรด)
 
ตอนเดินไปโบสถ์ ก็ยังมีการเรียกนาคไปถ่ายตรงนู้น ถ่ายตรงนี้อีก จะบ้าตาย! ทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็เลยกำหนดการแล้ว (อันนี้ด่าตากล้องได้เต็มปาก เพราะออแกไนซ์มาเรียกแล้ว แต่ตากล้องก็ครับๆ จนหมาต้องให้ลุงเข้าไปลากเฮียออกมา นั่นแหละการถ่ายรูปจึงจบลงด้วยความไม่เต็มใจของช่างภาพ)
 
ผลของการทำเสียเวลาคือ จากเดิม ๔ รูป ก็ต้องบวกเพิ่มกับนาคท่านที่เป็นคิวต่อจากเราไปอีก ๑ เป็น ๕ รูป และงานนี้ไม่ได้ทำพร้อมกันนะจ๊ะ (ใครเคยเข้างานบวชคงนึกออก) มี ๕ ก็สวด ๕ มี ๑๐ ก็สวด ๑๐ คูณเวลาเข้าไปเถอะ (มันไม่ได้เร็วเหมือนตอนลมขาถอนว่านพญางูลิ้นทองเมื่อคืนหรอก) เล่นเอาแขกเหรื่อแทบหิวตาย ดีที่ออแกไนซ์ให้จัดอาหารเสิร์ฟได้เลย ไม่งั้นคงแย่
 
สรุป ตากล้อง คุณควรมีมารยาท ทราบธรรมเนียมและมารยาททั่วๆ ไป ทราบกำหนดการบ้างพอไม่ให้เกินเวลา แค่นี้ล่ะมั้งที่คุณต้องมี แต่จริงๆ มันก็เป็นของที่ทุกคนต้องมีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? หรือคุณคิดว่าไอ้กล้องชุดราคาเท่ารถคอมแพ็คที่คุณแบกอยู่มันคือบัตรผ่าน All Access ที่คุณสามารถเข้าไปไได้ทุกที่ ทำได้ทุกอย่างโดยไม่โดนใครก่นด่าว่ากล่าว? ถ้ามันเป็นงั้นจริงๆ หมาจะซื้อกล้องราคาแพงกว่าคุณ แล้วเข้าไปถ่ายรูปคนในบ้านคุณ หยิบโน่นจับนี่ สั่งคนโน้นสั่งคนนี้มาทำบ้าๆ บอๆ หรือแม้แต่เผาบ้านคุณก็ได้สิ? เอามั้ย? หมาว่าแค่นั้นหมาพอมีปัญญาหาได้นะ (หรือจะยืมของตั่วเฮียดีหว่า อิอิ)
 
 
จบช่วงอาละวาด ตามด้วยโฆษณา
 
ทาร์ตไข่เคเอฟซี เทพมาก ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ +๖๕๕๓๕ ไปเลย ชอบมาก กินแล้วหายคิดถึงร้าน Crystal Jade ใต้ถุนพารากอนไปเลย (แต่ยังชอบ Crystal Jade ตรงสองทุ่มลดครึ่งราคาเนี่ยแหละ เหลือชิ้นละ ๑๓ บาทได้มั้ง กวาดกันกระเป๋าแห้งไปเลยทีเดียวเชียว) ใครยังไม่ลอง ไปลองซะนะคับ
 
 
เอวํ

มันอะไรกันนักหนา

posted on 30 Nov 2010 11:49 by cosmoguy in cosmoguy
หวัดดีไดฯ
 
ขอบ่นสลับฉากงานหน่อย ไม่ไหวละ
 
วันก่อนคุยกะแมวดำ (ช) เรื่องมีเด็กคนนึงไปคุยในบอร์ดแห่งหนึ่งว่า ตัวเองเป็นคนแปลกำดุ้น ๐๐ ซึ่งจริงๆ มันเป็นฝีมือคนแถวๆ นี้ต่างหาก (ไม่ใช่หมานะ แต่ถ้าเป็น One Year War บางส่วนกับซีต้าล่ะก็ใช่) ฟังแล้วอารมณ์แบบว่า เอิ่ม มันจะโชว์เมพกันเพื่อ? ก็เลยเรียกคนทำมาถามว่า อยากตบเกรียนมั้ย? ถ้าอยากเด๋วจะสัมภาษณ์ให้แบบ Exclusive แล้วให้แมวดำ (ช) เอาไปลงในบอร์ดนั้นซะเลย ซึ่งคนทำก็บอกว่า ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้คนอื่นคิดว่ามันทำไปน่ะแหละดีแล้ว เวลามีคนด่า เค้าจะได้ไปด่าไอ้นั่นไง (ฮา) คิดได้นะเนี่ย
 
 
เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่ค้างคาใจมานานแล้ว ตั้งแต่กระทรวงจึกจ๋าติ๊กานยกเลิกหนังสือมานีมานะ (เคยได้ยินว่าตอนเป็นโปรโตไทป์ คณะทำงานเรียกเรื่องชุดนี้ว่า "ตำนานเด็กดี" หรือ "นิทานเด็กดี" อะไรทำนองนี้ด้วยแหละ ฟังแล้วน่าเรียนเนอะ) แล้วใช้อะไรก็ไม่ทราบสอนเด็ก ก็ทำให้เด็กสมัยนี้ใช้ภาษาไทยกันได้อย่างไม่เป็นภาษา พูดจาไม่เป็นไวยากรณ์กันอย่างน่าสะพรึงกลัวว่าภาษาไทยจะกลายเป็น "ภาษาอะไร" ไปในเวลาไม่เกิน ๑๐ ปี (มองโลกในแง่ดีเกินไปมั้ยหมา? ให้ตั้ง ๑๐ ปีแน่ะ!)
 
หลายคนอาจบอกว่า ภาษาเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อันนั้นไม่เถียง แต่ไอ้การใช้ภาษาแชตหลุดมาถึงในรายงานหรือการบ้าน หรืองานนี่ก็รุนแรงเกินจะรับได้แล้วนะ คงไม่ปฏิเสธกันใช่มั้ยว่าเคยเห็นการสะกดง่อยๆ ผิดๆ ในข่าว โฆษณา หรืออื่นๆ กันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เช่น
 
- สวัสดีคะ
- เชิญด้านในนะค่ะ
- ...ปรากฎว่ากฏหมายเป็นโมฆะ... (เผื่อคนที่มองไม่ชัด ปรากฏ ใช้ ฎ ชฎา ส่วนกฎหมายดันไปใช้ ฏ ปฏัก)
- ตะแอๆ เก๊าจะปาชาหยามบ่ายเน้ง้า ตะแอจามาเจอเก๊าตี้เช้ดเต้อมะ งุงิงุงิ (เปลือง EN มากกว่าจะพิมพ์หมด)
ฯลฯ
 
หรือเรื่องราชาศัพท์ อันนี้มันมีความยากในตัว ยอมรับว่าตัวเองก็ยังใช้ผิดอยู่ แต่ก็ยังต้องศึกษากันทุกครั้งที่ต้องทำงานที่มีราชาศัพท์ แต่คำบางคำอย่าง "ถวายการต้อนรับ" หรือใส่ "ทรง" กระหน่ำซ้ำซ้อนกับคำที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น "ทรงเสด็จ" นี่ก็ไม่ไหวนะ
 
ข้อแก้ตัวของคนที่ใช้ภาษาผิดๆ ที่เจอบ่อยๆ ก็เช่น
- มันก็ภาษาแชตล่ะน่า เอาไรมากมาย (เอ่อ กูอ่านไม่รู้เรื่องครับ)
- เม้นแค่นี้ต้องตรวจไวยากอนโด้ยเหรอ? บ้าป่ะ (ไม่ต้องตรวจก็รู้ว่าผิดแล้วล่ะ ปลวกโกะ)
- เค้ารู้น่าว่าตอนไหนควรเขียนให้ถูกหรือเขียนให้ผิด (มึงจะเขียนให้ผิดเพื่อ? ออกข้อสอบ Error Checking เรอะ?)
- เอาเวลาไปพัฒนาประเทศชาติเถอะ (ให้กูเป็นนายกสิวะ กูจะทำให้จีดีพี +๑๐๐ ให้ดู แต่ปีแรกกูจะขาดดุล ๒๐๐ นะสาดดด)
- สันดานช่างจับผิดอย่างมึงไม่มีใครอยากคบหรอก (เออ ไอ้พวกขับรถลงเขาด้วยเกียร์ ๔ สีข้างแหลกเหลวอย่างมึงนี่คงมีเพื่อนจำนวนมากพอๆ กะปริมาณอูนอูนเซปเทียมในร่างกายมนุษย์เลยเนอะ)
ฯลฯ และอีกมากมาย คาดว่าคงมีจำนวนพอๆ กับจำนวนดาวเคราะห์น้อยในวงแหวนดาวเสาร์รวมกับดาวพฤหัส
 
ถ้ามึงว่างพอจะประดิดประดอยข้อแก้ตัวที่ฟังดูหรู ดูดี มีภูมิ กลับถูกเป็นผิด พลิกผันราชาเป็นยาจกได้แล้วล่ะก็ เอาเวลาไปเรียนภาษาไทยเพิ่ม จะได้เขียนอะไรๆ ให้ถูกต้องและสื่อความหมายได้จะดีกว่านะ
 
เอาแค่นี้ก่อน นึกอะไรออกจะมาเติม
 
เอวํ

edit @ 30 Nov 2010 12:49:49 by cosmoguy